simply 的个人资料Simply照片日志列表更多 工具 帮助

日志


5月7日

ข้อคิดดีดี

    1.   บางครั้งก็ไม่ง่ายหรอกที่จะเห็นค่าของบรรดาคนรอบข้าง
    โดยเฉพาะกับคนที่คุณคิดว่าออกจะมีความคิดงี่เง่าหรือทำตัวไม่เข้าท่า
    ไม่มีใครบอกให้คุณต้องรักต้องชอบคนทุกคนเสียหน่อย เราทุกคนล้วนแตกต่างกัน
    และถึงแม้คุณจะไม่เห็นด้วย แต่คุณยังต้องเคารพความคิดเห็นของคนอื่น
    เหมือนกับที่คุณอยากให้คนอื่นทำกับคุณนั่นแหละ
 

    2.  เมื่อมีความผูกพัน ความคาดหวังก็ตามมา
         แต่ถ้าคนๆนั้นเราไม่ได้ให้ความสนใจ หรือไม่มีความ
        ผูกพันกัน เราจะไม่รู้สึกเจ็บปวดถ้าเค้าไม่ใส่ใจในตัวเรา

        ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดมาให้จมอยู่กับความทุกข์ หากใครมาทำให้คุณเจ็บปวดด้วยการกระทำหรือคำพูดของเขา

       นั่นเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ คุณห้ามได้อย่างเดียวคือความคิดที่จะไม่ทำร้ายจิตใจของตัวเอง ให้บอกตัวเองว่า..ช่าง(เขา)เถอะ"

 
     
 

จุดมุ่งหมายและความตั้งใจที่ดี จะเป็นคำตอบแห่งชัยชนะของชีวิต

หม้อดินใบร้าว

ชายชาวอินเดียคนหนึ่ง ห้วงสองปีที่ผ่านมา
ผู้คนจะพบเห็นจนชินตาว่า
บนบ่าของเขามีหม้อดินใบใหญ่วางอยู่ข้างละใบ

หม้อดินใบหนึ่งมีรอยร้าว
ขณะอีกใบสมบูรณ์สวยงาม ไร้ที่ติ
หม้อใบสวยสามารถบรรจุน้ำไว้เต็มเปี่ยม นับจากลำธารจนถึงบ้านเจ้านาย

ขณะที่อีกใบหนึ่งนั้น
เมื่อมาถึงปลายทาง กลับเหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว
เท่ากับว่าชายผู้นี้ขนน้ำได้เที่ยวละหม้อครึ่งอยู่ทุกครั้ง

แน่ล่ะ...หม้อดินใบสวยย่อมภาคภูมิใจในตนเองที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน
ส่วนหม้อดินใบร้าว
นอกจากอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ในความไม่สมประกอบของตนเองแล้ว
มันยังรู้สึกผิดกับการทำหน้าที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย
หลังจากสองปีเต็มที่แบกความทุกข์ระทมขมขื่นนั้นเอาไว้
วันหนึ่ง
มันจึงตัดสินใจเอ่ยกับคนหาบน้ำตรงลำธารว่า

"
ฉันรู้สึกละอายใจเหลือเกิน..ฉันอยากขอโทษท่าน.. ตลอดสองปีมานี้
ฉันทำงานให้ท่านได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
เนื่องจากเจ้ารอยร้าวบนตัวฉัน มันทำให้น้ำรั่วไหลไปตลอดทาง"

เมื่อฟังเช่นนั้นแล้ว คนขนน้ำก็พลอยรู้สึกเสียใจไปด้วย
และแล้วเขาก็พูดว่า

"
เอาล่ะ..ระหว่างทาง ที่เราจะเดินกลับไปบ้านเจ้านาย
ฉันอยากให้เธอสังเกต ดอกไม้สวยๆข้างทางเดินสักหน่อย
เธอไม่ได้สังเกตหรอกหรือว่า

ทำไมดอกไม้ป่าเหล่านั้นถึงได้งอกงามเฉพาะฝั่งที่ฉันแบกเธอเท่านั้น
ทำไมมันไม่ขึ้นอีกฟากหนึ่งด้วยล่ะ..

นั่นเป็นเพราะฉันได้ตระหนัก ในข้อจำกัดของเธอ
จึงอาศัยเงื่อนไขนี้ เพาะเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ป่าตรงทางเดินฝั่งที่ฉันแบกเธอเสมอมา
และทุกๆวันขณะที่เราเดินกลับบ้าน
เธอเองก็ได้ช่วยฉันรดน้ำให้มัน..แล้วในสองปีนี้
ฉันก็ได้เด็ดดอกไม้สวยๆนี้ไปปักแจกันให้เจ้านายของเราด้วย
นี่ถ้าหากไม่มีเธอแล้วล่ะก็

เจ้านายของเราคงไม่มีโอกาส ได้ดอกไม้ป่าอันแสนสวยงาม ที่ผลิสะพรั่งอยู่ระหว่างทางมาประดับบ้านเป็นแน่"

ปล.เราเองมีคุณค่าดีพอ ถ้าคิดว่าสิ่งไหนมันไม่ดี ก็พยายามแก้ไขทำให้มันดีขึ้น
ผลลัพธ์ของการกระทำ ไม่ใช่คำตอบแห่งชัยชนะของชีวิต
จุดมุ่งหมาย และความตั้งใจจริงของเราต่างหากคือคำตอบที่แท้จริง
"as good as it gets"

จุด....

         "จุดยืน"   หลายคนมุ่งแสวงหาเพื่อใช้เป็นหลักยึดในการดำรงชีวิต 
          บ้างก็ใช้การยึดบางคนที่ชื่นชอบเป็นIdol หรือแบบอย่าง
          จุดยืนเลยกลายเป็นจุดของใครไม่รู้.... ที่เราไปหยิบยืนเค้ามายืน
 
          แต่ในอีกด้านหนึ่ง... การที่ใครคนหนึ่งแตกต่างไปจากในเมื่อวานที่เขาเป็น
          บางที..ก็ไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่มีจุดยืน
          แต่อาจเป็นเพราะ   เขารู้จักเลือกสถานะที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
          เมื่อเวลาผ่าน ไม่จำเป็นต้องติดยึดกับรูปแบบเดิม ก้าวเดิมๆๆ ความคิดเดิมๆ
          การเปลี่ยนแปลงตัวเอง  เพื่อก้าวไปสู่ในสิ่งที่เหมาะสมและดีกว่า จึงเป็นคนละเรื่องกับ "จุดยืน"
          
          บางที ..."จุดยืน"ของเราอาจไม่ใช่จุดที่ใครๆมองเห็นว่าเราเป็น
          แต่เป็นทุกจุด ที่เรารู้ว่าเราเป็นต่างหาก
          
               

"To be happy be knowing +++ friend+++ "

เพื่อน ...  มีด้วยกันหลายประเภท  ตั้งแต่ เพื่อนกิน  เพื่อนเที่ยว  และเพื่อนแท้
    แต่การจะได้มาซึ่งเพื่อนประเภทไหน  ขึ้นอยู่กับการรู้จักเลือกคบของเรา  
    เชื่อว่า จากประสบการณ์ของหลายคน  คงช่วยให้รู้และตัดสินใจได้ว่า
    ใครคือเพื่อนแท้ หรือเพื่อนเทียม
 
สิ่งเหล่านี้เราเลือกได้ไม่ยาก  หากรู้จักที่จะใส่ใจและตัดใจ
   ใส่ใจ....ที่จะเฝ้าดูว่าใครเป็นเพื่อนแบบไหน
    และตัดใจ  .... หากเขาไม่เหมาะที่จะได้คำว่า "เพื่อนแท้" ไปใช้
 
หากเขาหรือเธอคนนั้น  เป็นเพื่อนกับเราเฉพาะเวลาที่มีผลประโยชน์ หรือโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
ถ้าเราไม่ทำตามที่เขาต้องการ
  เพื่อน..บางคนนิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้าย  เวลาที่เรามีเรื่องเดือดร้อนหรือมีความทุกข์ร้อนจริงๆ
  เพื่อน..บางคน  ไม่เคยมีคำพูดที่ออกมาจากใจ
 
บางที  เหตุการณ์หลายต่อหลายอย่าง  อาจถูกส่งมาทดสอบเพื่อสอนให้เรารู้ว่า
  ของแท้มันไม่จีรังเสมอไป  ทั้งยังเปลี่ยนรูปได้ตามนิสัย ที่ค่อยๆซึมออกมาตามกาลเวลา
 
 เราควรจึงต้องขอบคุณเวลา และสถานการณ์ต่างๆ  ที่ช่วยให้เข้าใจและแยกแยะ
 สัมพันธภาพของเพื่อนแท้  ได้อย่างเด่นชัด
 
  เพราะที่สุด ... เราจะได้รู้ว่า  เพื่อนเทียมเป็นอย่างไร
  ในขณะที่เพื่อนแท้  จะมาเป็นที่หนึ่งในใจของเราเสมอ
4月26日

เด็กตาบอด ..กับวันที่สวยงาม

เด็กตาบอดคนหนึ่ง นั่งอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าตึก  โดยวางหมวกไว้ข้างๆ และยกป้ายที่เขียนคำว่า
"ผมตาบอด  โปรดช่วยเหลือผมด้วย"
 
หมวกใบนั้นมีเพียงเหรียญอยู่นิดหน่อย  มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและหยิบเหรียญออกจากกะเป๋าใส่ลงหมวกและ
ยกป้ายขึ้นมาหมุน และเขียนคำบางคำลงไป
 
เขาได้วางป้ายให้คนเดินไปเดินมา  ได้เห็นคำที่เขียนใหม่
ไม่นานนักหมวกใบนั้นก็เริ่มเต็ม  มีคนจำนวนมากให้เงินเด็กคนนั้น
 
บ่ายวันนั้นเองชายคนนั้นได้กลับมาอีกครั้ง  เพื่อดูว่าเด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
เด็กผู้ชายคนนั้นจำเสียงเท้าได้ จึงถามเขาว่า
"คุณคือคนที่เปลี่ยนคำพูดบนป้ายของชั้นใช่มั้ย ?  คุณเขียนว่าอะไร?"
 
ชายคนนั้นกล่าวว่า "ชั้นแค่เขียนความจริง  ฉันเขียนในสิ่งที่เธอเขียนไว้  แต่ในอีกรูปแบบหนึ่ง"
 
สิ่งที่ชายคนนั้นเขียนคือ  " วันนี้เป็นวันที่สวยงาม  แต่ชั้นไม่สามารถมองเห็นมัน"
 
คุณว่าป้ายอันแรกกับอันที่สองกล่าวถึงสิ่งเดียวกันหรือเปล่า
แน่นอน ป้ายทั้งสองบอกผู้คนว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นคนตาบอด
แต่ป้ายแรกบอกเพียงว่า  ให้ผู้คนบริจาคเงินเล็กน้อยลงในหมวก
ส่วนป้ายที่สองบอกผู้คนว่า  พวกเขาสามารถมีความสุขกับวันที่สวยงามได้
แต่เด็กผู้ชายไม่สามารถมีความสุข กับสิ่งนั้นได้เพราะเขาตาบอด
เราควรจะแปลกใจมั้ยว่า ป้ายที่สองมีประสิทธิภาพมากกว่า
เราได้รับบทเรียนอย่างน้อยสองอย่างจากเรื่องนี้
 
"ขอให้คุณพอใจในสิ่งที่คุณมี  เพราะยังมีคนอื่นที่มีน้อยกว่า  จงช่วยเหลือคนอื่นเมื่อคุณสามารถช่วยได้"
"บทเรียนที่สอง เราควรมีความคิดสร้างสรรค์  ความคิดริเริ่มใหม่ๆ  คิดแตกต่างจากคนอื่น
และทุกอย่างย่อมมีสิ่งที่ดีกว่าเสมอ"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
4月25日

move on

 

ก้าวต่อไป/ move on
         ร้องนำ : ตรัย  ภูมิรัตน
              
              


ดูนาฬิกาที่ข้อมือของเรา   คงถึงเวลาลุกขึ้นมาแล้วเรา
ยิ้มให้กับเรื่องเก่าๆแล้วโบกมือบ๊ายบาย*
คงพอกันทีจะแบกไว้ถึงเมื่อไร
มันคงจะดีถ้าเรายอมรับและเข้าใจ
ยิ้มเพื่อจะเริ่มต้นใหม่  ทิ้งเรื่องที่ทำให้ฝันร้าย
แม้เคยเจ็บช้ำเท่าไหร่  จะลืมไปให้หมด

เลิกทำตัวเป็นคนอ่อนแอซะที  ห่วงตัวเองให้มากกว่านี้ซะบ้าง
ปล่อยให้ใจมันอ้างว้างมานานแค่ไหน


เรื่องเซ็งๆ เดิมๆ ก็โยนมันทิ้งไป
หากว่าใจเรายังมีหวัง  ชีวิตนั้นยังหัวเราะได้
ไม่เข็ดที่จะรัก ไว้ทุกข์ให้ความหลัง
แล้วก้าวต่อไป...


พอสิ พอ เลิกแบกโลกทั้งใบ
อารมณ์ดีๆ ให้ดีมาจากข้างใน
ยิ้มให้กับโลกใบใหม่  ทิ้งเรื่องที่ทำให้ฝันร้าย

แม้เคยเจ็บช้ำเท่าไหร่   จะลืมไปให้หมด
   
แม้เคยเจ็บช้ำเท่าไหร่    ฉันนั้นลืมหมดแล้ว

 

^____^          ^____^        ^____^        ^____^         ^____^

 

 

4月9日

แก้วน้ำที่....

 

แก้วน้ำที่ไม่เคยพอ 

 

เรามักถูกสอนให้มองด้านดีว่า แก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้วนั้น มีน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้ว

 มากกว่าที่จะมองว่าน้ำหายไปครึ่งแก้ว แต่จะมองด้านไหนก็ตาม ก็ทำให้เราคิดว่าแก้วยังขาด พร่อง ยังต้องการน้ำมาเติมให้เต็ม

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราจะรู้สึกว่า เรายังมีไม่พอ ต้องมีนั่น มีนี่เสียก่อน แล้วเราจะอิ่มจะเต็ม สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยถูกสอนก็คือ

ม่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถในการหาเงิน หาของ หาความรักให้ได้มากสักเท่าไหร่ก็ตาม น้ำในแก้วไม่มีวันเต็ม เพราะความอยากในใจเราไม่เคยหยุด

 แก้วของเราก็จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เคยพอ

เคล็ดลับของความสุขก็คือ เราสามารถที่จะพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะหาเงิน หาความรัก เหมือนหาน้ำมาใส่แก้ว แต่

สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับขนาดของแก้วให้พอดีกับน้ำ ให้ใจเราสามารถที่จะมีความสุขสงบพอใจกับขณะนี้

เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องรออนาคต

ถ้าเรามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว แต่เราสามารถลดขนาดของแก้วน้ำลงจนเหลือเพียง 1 ใน 4  น้ำที่มีครึ่งแก้ว ก็จะล้นมีเกินอยู่อีกเท่าตัว

มีเกินพอสำหรับเรา และพอที่จะแบ่งให้คนอื่น เมื่อเราเต็ม เราก็ไม่ต้องไปวิ่งหาน้ำมาเติมอีก 

 

 อ่านจบแล้ว อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่า สิ่งที่เราดิ้นรนไขว่คว้า อยากได้ อยากมี อยากเป็น ...
 ที่แท้แล้ว เรามีไม่พอ หรือ เราไม่เคยพอ
?

"เพื่ออะไร"


มีบางครั้งเราอยากโต้เถียง ต้องการเผชิญหน้า
หรือต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อถือ
แต่จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องพิสูจน์ทุกครั้ง
ว่าเราเป็นคนถูกและเขาเป็นคนผิด


จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องดุด่าว่ากล่าวผู้อื่นอย่างรุนแรง
เพียงเพราะเขาทำไม่ได้อย่างที่เราต้องการ
เขาชอบไม่เหมือนเรา
เขาแต่งตัวไม่เหมือนเรา
หรือชอบฟังเพลงที่เราไม่ชอบ


การเลือกว่าจะไปกินอาหารที่ร้านไหน
หรือจะไปดูหนังเรื่องอะไร
มีความสำคัญเพียงพอที่เราจะทะเลาะกันหรือไม่
หรือเพียงแค่เพื่อนบ้านจอดรถล้ำมาทางหน้าบ้านเรา
เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
จนถึงกับต้องตัดสัมพันธ์กันไปเลย

มีเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้อีกนับร้อยนับพันเรื่อง
ที่คนจำนวนมาก ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
ของชีวิตที่จะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะ


เวลาที่มีรถคันอื่นขับแซงไป
นักขับรถมือเก่าที่ใจยังไม่แก่
จะรู้สึกเหมือนกับถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ารถที่แซงเป็นรถที่เก่ากว่า
ต้องเร่งเครื่องตามไปทันที
พยายามจะแซงกลับคืนให้ได้
ทั้งที่ตามปกติ ก็ไม่เคยขับรถเร็วขนาดนั้น

เราต้องยอมรับกับตัวเองว่า
จุดมุ่งหมายหลักของชีวิตเราไม่ได้อยู่ที่
การทำทุกอย่างให้ได้สมบูรณ์ที่สุด
เราจะต้องตัดสินใจอย่างมีสติว่า
สิ่งไหนมีค่าพอที่เราจะต่อสู้
และสิ่งไหนควรจะปล่อยให้ผ่านไป
ถ้าทำได้เช่นนั้น
เราก็สามารถจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความเครียดได้

ถึงเวลาแล้ว ที่จะหันมาดูตัวเองว่า
เราเคยต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ
ด้วยเหตุผลที่ไร้สาระมาแล้วกี่เรื่อง
ถ้าเราไม่ต้องการเสียเหงื่อ
หรือเสียเลือดเนื้อ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
เราจะต้องเลือกให้ดีว่า มีสนามรบไหนบ้าง
ที่เราควรจะโดดลงไปสู้


บางทีถ้าเรามีโอกาสนั่งพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
เราอาจจะรู้สึกว่า
เรื่องบางเรื่องที่เราเคยสู้อย่างหัวชนฝา
เป็นเรื่องที่ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ

..... เรื่องของแม่ ......


หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง
มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆ จริงๆ นะ

" ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ " ภรรยาผมว่า
" แต่ผมรักคุณนี่ " ผมเถียง
" ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน "
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปีแล้ว
เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูกๆ
ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง
แม่ถามว่า " มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึเปล่า? "
แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทันหัน
หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น
ผมตอบแม่ว่า " ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคนแม่ลูกบ้าง
"
แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า " แม่ยินดีมากเลยจ้ะ "

เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตได้ว่า แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว
แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์
" แม่บอกเพื่อนๆ ว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ " แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ
" พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย "
เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ
แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่ายอ่านเมนูอาหาร
เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆ
เท่านั้น
เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง
ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง
" ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่านเมนูให้ลูกฟัง " แม่ว่า
" งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆ บ้าง " ผมตอบ
ในระหว่างมื้ออาหารนั้น เราคุยกันอย่างถูกคอ ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร
เพียงแต่สลับกันถามว่า ชีวิตของเรา เป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง
เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน
เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า " แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ
แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ " ผมตอบตกลง
" ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง? " ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน
" ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย " ผมตอบ
ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย
หลายวันต่อมา
ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
มีโน้ตเล็กๆ แนบมาด้วยว่า " แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน คือลูกกับภรรยา
ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน,รักลูกจ้ะ "
วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า " รัก "
ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน
ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ
จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้
บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม
คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป
บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาตญาณ
คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เก็ต
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ
คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาดๆ
บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี
ลูกออกมาก็จะดีเอง
คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน
บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก
คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้
คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข
บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก
คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน
บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด
คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร
บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไว้
คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ้กกี้ให้กับเหล่ายุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา
บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว
หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป
คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่
บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป
คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า
บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้นไม่ต้องบอกท่านก็ได้
คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน

ข้อดีของผ้าขี้ริ้ว (ทุกๆอย่างล้วนมีคุณค่าในตัว)



1. ยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
เช่น พ่อแม่ยอมเหนื่อยลูกหลานสุขสบาย


2. ดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดคราบสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้ แล้วแกล้งบอกว่าตนเองสะอาด


3. เป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่หมั่นฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน
ไม่โอหังอวดดีให้คนรังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาก็จะเป็นคนมีคุณค่า
ไม่ว่ามาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม
ทำตัวให้เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดรู้ เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองให้ได้


4. แม้นว่าเป็นผ้าที่ไม่มีราคา แต่ก็มีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนเองให้มีคุณค่าด้วยการทำงานทำตน เป็นประโยชน์ให้มีค่า
ไม่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนา ชะตาชีวิต


5. ไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย
โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสางาน
ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม ตั้งใจทำโดยไม่เกี่ยงงาน
รู้จักเสนอตัวทำงาน มิใช่รอคอยแต่ คำร้องขอ


6. ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ
ที่เขาเห็นว่าไร้ค่า เป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้
หรือยินดีในการบริการเหมือนคนที่เอิบอิ่มเมื่อชีวิตบริการรับใช ้ผู้อื่นรับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ความสามารถของตน
และยินดีที่จะเสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าที่จะคิดเข้าไปบริหาร
แปลว่า ทำตัวให้เหมือนผ้าขี้ริ้วนั่นเอง


7. พอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนต้องพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ
มีความสุขและภูมิใจที่มอบความสำเร็จให้แก่คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคนทำงานแล้ว
ทำให้ผู้ใหญ่เล็กลงในขณะที่ตนเองโตขึ้น


8. ทนทานต่อการขัดถูและซักล้าง ไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา
แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขแก ่ผู้อื่น
มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบาง


9.แม้นจะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ก็ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตนเองว่า มีคนกำลังปรามาสสบประมาท
จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรคตรงนั้นให้ได้
ไม่พ่ายแพ้ตามคำปรามาสของคนอื่น
รู้ตัวตลอดว่ากำลังทำอะไรและให้มีกำลังใจในสิ่งนั้น
ที่สำคัญคือมองหาความสำคัญจากสิ่งที่คนมองไม่เห็นว่าสำคัญอย่าง ไรให้ได้
คือสามารถมองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า...... .



**** ลองสำรวจคุณค่าในตัวคุณ ๆ แล้วรึยัง ****
4月5日

เมล็ดพันธ์...

         "เสาวรส"  สัปดาห์ที่ 3

Spiritual

                   มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาอย่างมี Purpose of Life หรือ วัตถุประสงค์ของชีวิต    สิ่งที่เราต้องพบและต้องกระทำล้วนสืบเนื่องและเกี่ยวพันกับ

                   วัตถุประสงค์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วนั้น 

              ทุกคนมีภารกิจของตัวเองที่จะต้องกระทำให้เสร็จสิ้นในชาติภพที่ตัวเองเกิดมา โชคชะตาได้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้โดยที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยง

              "...รักคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก รักเติบโตและผลิบานได้ แม้ในคืนที่หนาวเยือก กลางสถานภาพที่โหดร้ายที่สุด รักเกิดได้ในทุกหนแห่ง และทุกเวลา ..

                         รักคือดอกไม้ซึ่งผลิได้ไม่เลือกฤดูกาล..."  
                   

                     เราไม่มีสิทธิ์เลือกรับหรือปฏิเสธใครที่ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิต และเราก็ไม่มีทางที่จะรู้ล่วงหน้าเลยว่าการที่ใครซักคนก้าวเข้ามาในชีวิตเรา    

               จะมีผลกระทบให้ชีวิตเราทุกข์หรือสุข      มากน้อยเพียงใดในอนาคต  

                    สายสัมพันธ์ทางวิญญาณโยงใยให้เราต้องพบ ต้องรู้จักกับใครต่อใครในหลากหลายรูปแบบ

               แม้จะมีความสัมพันธ์ต่อกันเพียงระยะเวลาสั้นๆ และอาจไม่ได้พบเจอกันอีกแล้วตลอดชาตินี้   

               หากเราและคนๆนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวทีชีวิตแห่งพรหมลิขิตไปแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การพบกันของเรามีจุดประสงค์

                   การจากกันของเราก็มีจุดประสงค์ อย่างน้อยแค่เราได้รู้ว่าการพบกันของเราไม่ได้ไร้ความหมาย

                   หากเป็นการพบกันที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อชีวิตของกันและกัน มันก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรือ
           

                   ตลอดเวลาที่เราคบกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราทำอะไรหลายอย่างให้กันและกันมา   มากมายเกินกว่าที่จะเป็นแค่คนรู้จักที่ผ่านมาและผ่านไป

              และนี่เองที่เป็นคำตอบของคำถามมากมาย

                   ที่ว่า...ทำไมเราต้องพบกัน...ทำไมเราต้องรักกัน...ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะมันคือภารกิจแห่งชีวิตน่ะสิ! ไม่ว่าการพบกันครั้งนี้มันจะลงเอยอย่างไร

              เราก็จำเป็นจะต้องพบกัน...อยู่ร่วมกัน     จนกว่าภารกิจนั้นจะจบสิ้นลงและเมื่อเวลาสำหรับเราหมดลง การจากพรากก็ย่อมเกิดขึ้น

                  บางทีเราอาจเป็นเพียง Soul Companion ที่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างให้แก่กันเท่านั้นก็ได้

4月2日

...อ่านให้จบ...แล้วบอกทีว่า...คิดอะไรในใจ (1)

...แม่ก้าวเดินอย่างมั่นคงมาขึ้นรถ...  มั่นคงจนฉันใจหาย
"
หนักมั๊ยแม่ อิ๋วถือกล่องให้แล้วกัน "
ฉันเอื้อมมือไปฉวยกล่องเก่าๆ นั้นจากมือแม่ แต่ไม่สำเร็จ แม่เม้มปากอย่างเด็ดเดี่ยว
และตามองถนนอย่างระมัดระวัง  ส่วนมือประคองกล่องที่ว่าไว้อย่างมั่นคง...
วันสุดท้ายแล้วที่แม่จะอยู่ในความดูแลของฉัน
เมื่อตอนคุยกันกับแม่..
ความโล่งอกทำให้ฉันมีความสุขมาก.....
สุขที่แม่เข้าใจความจำเป็นของลูกที่ตัดสินใจส่งแม่ไปอยู่ที่อื่น  แน่นอน..ตรงนั้น..
ตรงที่ใหม่ทีแม่จะไปอยู่  ทุกคนจะมีความสุข เพราะเป็นสถานที่สำหรับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
สถานที่ซึ่งรวมเอาคนที่มีความรู้สึก ความต้องการ  ความคิดอ่านและอะไรต่อมิอไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน
มาไว้ใต้ชายคาเดียวกัน
มันเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง!!
ทฤษฎีของการแยกประเภท แยกโลกออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อลดความขัดแย้ง
ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วสังคมล้วนเป็นเช่นนี้............
"
ไปก็ไปซี ว่าแต่แกจะกินอยู่ยังไงล่ะ"
แม่ตอบง่ายๆ หลังจากฟังลูกสาวคนเล็กพูดวกวนอยู่เป็นนานสองนาน ใจวาบลึกเหมือนกัน
กับคำพูดของแม่ที่ห่วงฉันจะอยู่กินยังไงต่อไป
"
แม่อย่าห่วงเลย อิ๋วโตแล้วฉันตอบแม่อย่างเด็ดเดี่ยวบ้าง
นับแต่วันที่คุยกันแล้ว
แม่ยังดำเนินชีวิตปกติ เพื่อรอวัน.." ย้ายบ้าน "...........
แม่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเก็บสมบัติของแม่อย่างที่ฉันคิดไว้
แม่ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าเหงาหงอยอย่างที่พวกเราพี่ๆ น้องๆ กลัวกัน
และแม่ไม่ได้พูดจาโต้แย้งกับฉันเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เคยเป็นมา
พวกพี่ๆ และบรรดาสะใภ้กับเขยๆ ทั้งหลายเสียอีกที่รุมถล่มฉันอยู่หลายวัน
"
แม่คนเดียว อยุ่อีกไม่กี่ปี ก็ไม่น่าต้องผลักไสแกไปอย่างนั้น "...นี่พี่สาวคนโต
"
คนแก่ก็ยังงี้แหละ บ่นบ้างว่าบ้างจะอะไรกันนักหนา ชั่วดีก็แม่เรา จะส่งแกไปทำไมกัน..
แถมไอ้เนิร์สซิ่งโฮมที่ไปหามาก็ราคาแพงเป็นบ้า..." ส่วนนี่ก็พี่เขยจอมตืด
"
แม่คงเสียใจพิลึก แกลองไปคิดดูใหม่ดีๆ แล้วกันว่าจะส่งแม่ไปจริงๆ เหรอ "
"
แกก็หัดใจเย็นๆ ลงมั่งซี  ลูกผัวก็ไม่มี แม่คนเดียวก็ดูไม่ได้  แล้วแกจะไปอยุ่กะใครเขาได้.."
..
เออ..เอาเข้าไปได้..
พวกดีแต่พูด..พูดกันดีนัก  แต่ไม่เห็นมีใครมาดูดำดูดีแม่ซักคน..นอกจากฉัน!!
ก็ไอ้ที่ไม่มีลูกมีผัวทุกวันนี้..  ก็เพราะแม่นั่นแหละ..
วันๆ เวลาที่เหลือจากการทำงานต้องอุทิสให้แม่ไปจนหมดแล้ว
จะไปพักร้อนยาวๆ ก็ไม่ได้..  เพราะไม่มีใครยอมมาดูแม่ให้ พวกปากดีที่ว่า ตำหนิฉันนั้นแหละตัวดีนักละ..
วันหยุดยาวทีไรต่างเผ่นกันไปพักร้อนยังกะผึ้งแตกรัง
"
โอ๊ย!! ไม่ได้หรอก..ฉันจองโรงแรมไว้แล้ว แกไว้ไปคราวห้าซี ..
เอาเถอะน่า แล้วจะซื้อของมาฝาก...".........
อ๊วกจะแตก..ใครอยากได้ของฝากพรรค์นั้น  ขนมหม้อแกง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ลูกหยี กล้วยฉาบ และของบ้าๆ บอๆ อีกเป็นพะเรอ..
แม่ก็ไม่กิน ฉันก็ไม่กิน  เดือดร้อนต้องขนไปแจกต่ออีกต่างหาก..
ทุเรศ! แล้วฉันจะไปพึ่งใครได้
ไม่มีคำว่าพักร้อน
ไม่มีวันหยุดยาวอย่างใครๆ เขา
ไม่มีงานเลี้ยงตอนค่ำ
ไม่มีงานวันเกิดเพื่อนหรืองานสนุกอะไรทั้งนั้น
สรุปแล้วฉันจะหาโอกาสที่ไหนไปมีแฟนล่ะ
เลยกลายเป็น " ลูกเหลือขอ "อยู่คนเดียวในบ้านนี่แหละ
........................................................
ลูกสาวสามคนในบ้าน  มีคนมา " ขอ " ไปหมด  ยกเว้นคนสุดท้องอย่างฉัน
ใครจะมาซาบซึ้งกับความเป็น " ลูกเหลือขอ " ได้ดีเท่าฉัน
ใช่ว่าฉันจะสวยน้อยกว่าพี่อ้อย พี่แอ๊วและพี่อ๋อม  และใช่ความรู้จะด้อยกว่าพี่คนอื่นๆ
เพียงแต่แม่พวกนั้นมันเกิดก่อน  เลยได้โอกาสตัดช่องน้อยแต่งงานกันไปหมดแล้ว
ฉันเลยกลายเป็นคนสุดท้ายที่พลาดเก้าอี้ดนตรีไปซะฉิบ!!
ตกที่นั่งต้องมานั่งเลี้ยงแม่...  ทนฟังแม่บ่นและคอยเถียงกับแม่ในทุกเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องเสื้อตัวใหม่ ทรงผมใหม่ อาหารเย็นของแม่แต่ละวัน  และวันที่แม่ต้องไปไหว้เจ้าตามวัดต่างๆ
ก็ไม่รู้เป็นไง ให้ตายเถอะ!
มันเหมือนแกล้ง....
แม่จำต้องไปไหว้พระไหว้เจ้าเอาวันที่อยากออกไปช้อปปิ้ง  หรือมีนัดกับใครต่อใครทุกทีซิน่า..
"
แม่ไปวันอื่นไม่ได้เหรอวันนี้อิ๋วจะไปดูหนังกับเพื่อน "
แต่ไม่ไม่เคยแยแสท่าทางกระฟัดกระเพียดและเสียงสะบัดของฉันเลย
"
วันนี้เป็นวันดี วันเทวดาลงมาจากสวรรค์วันอื่นไปไม่ได้ "
หรือไม่ก็...
"
วันนี้เป็นวันพระใหญ่ปีนึงมีไม่กี่วันเองไม่ไปไหว้ได้ไง "
โอ๊ย ! จะบ้าว่ะ...อยากขว้างแก้วขว้างจานให้มันสาแก่ใจนัก
ไอ้เรื่องไหว้พระไหว้เจ้าของแม่นี่..  ถือเป็นวาระจรนะ นอกเหนือจากพวกเจ้าประจำคือ
ไปหาหมอทุกเดือนและซื้อยา ส่วนที่เป็นกรณีฉุกเฉินพิเศษก็ชักบ่อย
จนกลายเป็นเจ้าจำนำกันไปคือ..
เดี๋ยวหวัดเล่นงาน
เดี๋ยวท้องเสีย
วันดีคืนดีก็หกล้มหกลุกให้อารมณ์เสียระหว่างทำงาน
ก็จะไม่อารมณ์เสียได้ไง..
ฉันเป็นพนักงานคนเดียวในบริษัทที่ต้องขาดงานหรือมีอันต้องเหตุให้เผ่นกลับบ้านด่วนจี๋กลางคันบ่อยที่สุด
จนแค่เดินเข้าไปหาเจ้านายโดยไม่ต้องอ้าปากพูดเจ้านายก็โบกมือไล่อนุญาตแล้ว
ฉันเริ่มรู้ชะตากรรมตัวเองดีว่า
คงไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องเลื่อนตำแหน่ง
หรือเงินเดือนขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างคนอื่นๆหรอก
จนกว่าแม่จะตาย !!!
แล้วเมื่อไหร่ล่ะ....แม่ถึงจะตาย
ฉันอาจจะตายก่อนแม่ก็ได้ใครจะรู้..!!!
........................................................................................


...อ่านให้จบ...แล้วบอกทีว่า..คิดอะไรในใจ (2)

แม่ขึ้นรถเรียบร้อย พร้อมเอากล่องของแม่วางบนตัก โดยไม่ยอมให้ฉันเอาไปวางไว้เบาะหลัง
พอพ้นซอยเท่านั้นแหละ  รถติดเป็นแพเต็มถนน  ฟ้าที่ดำทะมึนตั้งกะเช้าก็สำแดงอาการทันที..
กลายเป็นฝนตกลงมาห่าใหญ่  โดยไม่ต้องมีอารัมภบท มันดูน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับอาการฝนตกรถติด
" แม่หนาวมั๊ย จะได้หรี่แอร์แต่แม่สั่นหน้า
ตั้งแต่ออกจากบ้าน... แม่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย
" แม่เอาของมาน้อยจัง " ในเมื่อแม่ไม่พุด ฉันเลยต้องพูดไม่งั้นคงเครียดเป็นบ้า...
กับประโยคนี้ของฉัน แม่เริ่มพูดขึ้นมาได้..
" ที่เอามานี่ก็ทั้งชีวิตแล้วอย่างอื่นไม่รู้จะเอามาทำไม มันไม่จำเป็น เสื้อสองชุด รองเท้าแตะคู่ก็พอ
เอาไปมากเดี๋ยวโดนขโมยน่ะซี "   ฉันลอบถอนใจ..ยังดีที่แม่คุยขึ้นมาบ้าง
แม้จะเป็นการพูดแบบมองโลกในแง่ลบไปหน่อยก็ตาม.... แม่ก็ยังงี้แหละ..กลัวของหาย
กบัวคนมาขโมยของของตัว  บางทีโวยวายแทบตาย ปรากฏว่าของที่ว่าหายนั้นอยู่ในลิ้นชักของตัวเองแท้ๆ
.....................
รถบนถนนขยับได้ทีละนิดสลับกับอาการหยุดนิ่งอยู่กับที่ทีละนานๆ ฝนบนฟ้าก็เทลงมายังกะเทวดากำสรวล
ฉันมองดูกล่องบนตักแม่  ที่แม่ใช้ใส่ของไป " บ้านใหม่ "
ม้นเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าแก่ด้วยกาลเวลา..  กล่องแบบนี้เดี๋ยวนี้เขาคงเลิกผลิตแล้ว
และผงซักฟอกยี่ห้อนั้นก็คงเลิกผลิตไปนานหลายปีแล้ว  ยิ่งดูจากวันเดือนปีที่ผลิตตรงข้างกล่อง
ยิ่งเห็นว่ามันเก่าเชียว  ลังผงซักฟองของแม่จะว่าไปจริงๆ  ขนาดกำลังพอดี..
เพราะพอวางบนตักแล้ว ขนาดพอดีกับตักแม่เลย...มีรอยปะตามวิธีการของแม่อยู่หลายแห่ง
รวมทั้งเชือกฟางสีชมพูหม่นที่แม่ใช้รัดรอบกล่องกลายๆ ทบ
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่เปลี่ยนกล่องใหม่ ทั้งที่เราก็มีกล่องแบบนี้หลายใบอยู่
วันนี้แม่ประคองกล่องของแม่อย่างเบามือ มันดูน่าขันยังกะพวกบ้านนอกเวลากลับบ้าน
วันก่อนฉันเอากระเป๋าใบเก่งของฉันให้แม่ แต่แม่ไม่เอา
" ไม่เอา ย้ายไม่ได้ ย้ายแล้วเดี๋ยวมันสับสนกันหมด  เอาไว้ในกล่องน่ะดีแล้ว.."....
ตั้งแต่จำความได้..  ก็เห็นแม่ลากเจ้ากล่องใบนี้เข้าๆ ออกๆ อยู่หลายหน
แต่ไม่มีใครเคยถามแม่ซักทีว่ามีอะไรในนั้น  พวกเรามักเรียกว่า.." กล่องของแม่ " ก็เท่านั้น
และเป็นอันรู้กันว่า..  ห้ามย้าย..ห้ามรื้อกล่องของแม่..  เด็ดขาด.........
" มีอะไรในกล่องมั่งล่ะ "   ไหนๆ แม่จะไม่อยู่แล้ว ฉันเลยถามขึ้น
แม่มีอาการกระตือรือร้นเชียวเวลาพูดถึงกล่องของแม่ รีบดึงเชือกฟางสีชมพูที่ผูกบนกล่องออกมาอย่างเบามือ
แล้วเริ่มหยิบของในนั้นออกมาให้ดู...........
.....................................................
" มีแต่ข้าวของเกี่ยวกับพวกแกทั้งนั้นแหละ  บนๆ นี่ก็รูปพวกหลานๆ ทั้งหลาย ล่างๆ ก็จะเป็นรูปพวกแก "
แม่หยิลสมุดอัลบั้มใส่รูปขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วเปิดดูทีละหน้า พร้อมกับยิ้มกว้าง
" นี่..ตาเอกตอนเกิดใหม่ๆ ตัวมันแดงเชียว หน้าเหมือนแม่มันยังกะแกะ พอโตแล้วซนเป็นบ้า ยายมันเลี้ยงซะเสียคน "
นี่ก็เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่ คือ มีช่องว่างเป็นต้องจิกลูกสะใภ้และครอบครัว
แม่ยังหยิบโน่นหยิบนี่ออกมาอย่างช้าๆ พวกรูปทั้งนั้นแหละ มีทั้งรูปลูกชาย ลูกสาว หลานยาย หลานย่า
รูปวันแต่งงาน รูปรับปริญญา รูปเด็กเกิดใหม่ รูปที่พวกลูกๆ หลานๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน แม่เก็บไว้ยังกะของมีค่า
แล้วก็มาถึงบรรดากระดาษรุ่งริ่ง กระดาษพวกนั้นบางและเก่าจนแทบกระจาย เมื่อโดนลมจากเครื่องปรับอากาศหน้ารถ
" อุ๊ย!! อะไรน่ะ.."
ฉันรีบปัดหน้ากากเครื่องทำความเย็นให้พ้นหน้าตักแม่ก่อนที่กระดาษคร่ำคร่ำพวกนั้นจะร่วงปลิวไปตามแรงลม
" วันเกิดพวกแก กับพวกหลานๆ ไงฉันเก็บไว้ทุกคนแหละ ไม่ยังงั้นเวลาไหว้พระ จำไม่ได้ว่าเกิดกันเมื่อไหร่
เรามันครอบครัวใหญ่ จำไม่หมด นี่..นี่..แผ่นนี้วันเกิดตาอึ่ง ตอนมีลูกคนแรกมันสับสนวุ่นวายไปหมด
ทีแรกไม่รู้จะจดวันเกิดลูกยังไงดี แต่ยายน่ะซี รีบฉีกปฏิทินออกมายัดใส่มือบอกว่า..เอ้า!! วันเกิดลูกเก็บไว้ซะ..
ตั้งกะนั้นมา พอใครเกิดฉันก็ฉีกวันที่เก็บไว้ทุกที..ฉันมันคนไม่รู้หนังสือไม่เหมือนพวกแกหรอก
มีคอมพิวเตอร์ มีอะไรกัน แต่ไม่เห็นมีใครจำวันเกิดแม่ได้ซักคน วันตายพ่อยังไม่รู้เลย..
ฉันต้องนั่งไหว้อยู่คนเดียวทุกที!! .....
น้ำเสียงของแม่ไม่ได้มีอาการน้อยใจหรือเสียใจอาจะเป็นเพราะแม่กำลังชื่นชมของที่เก็บไว้ในกล่องอยู่ก็ได้
ปฏิทินที่แม่ว่านั้น..เป็นกระดาษสีนวลบางๆ ใบใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตามแต่ว่าปีไหนเขาจะผลิตปฏิทินออกมาขนาดไหน
ตอนเด็กๆ อาเจ๊ร้านขายของชำแถวบ้านจะเอามาแจกให้ทุกปีพอเขาเลิกแจกแม่ต้องไปซื้อที่ตลาดเก่าเยาวราชนู่นแหละ
ตอนหลังพี่อึ่งเป็นคนเอามาให้ทุกปีเพราะที่บ้านเขามีคนเอามาให้  แต่เขาไม่แขวนเพราะเชย
มันเป็นปฏิทินทางจันทรคติที่แยกวันที่ออกเป็นวันละหนึ่งแผ่นตัวเลข   วันที่พิมพ์ตัวโตสีดำเด่นอยู่กลางหน้ากระดาษ
ถ้าเป็นวันหยุดตัวเลขจะเป็นสีแดงแทน

...อ่านให้จบ...แล้วบอกทีว่า...คิดอะไรในใจ... (3)


พวกเราทุกคนคุ้นกับปฏิทินของแม่ดี เพราะแม่สอนพวกเราทุกคนหัดอ่าน
หนึ่ง สอง สาม จากปฏิทินพวกนี้แหละ พี่อั๋นนั้นโดนแม่ตีมือมากที่สุด  เพราะอ่านไปฉีกเล่น
"
อย่าฉีก เดี๋ยวแม่ไหว้เจ้าไม่ถูกแม่จะหวงปฏิทินมาก เพราะบนกระดาษแต่ละใบนั้น
นอกจากวันที่ตัวมหึมาเห็นเด่นชัดโดยไม่ต้องใส่แว่นแล้ว ยังมีคำทำนายสั้นๆ อยู่ด้วยสำหรับคนเกิดในวันนั้น
และมีฤกษ์ผานาทีกำกับไว้ว่า..  วันนั้นควรทำการมงคลหรือไม่ควรทำอะไร  และที่สำคัญ..ใบ้หวยแม่น!!!
"
ลูกแปดคน ก็มีแต่แกนี่แหละ  ที่เล่นเอาฉันไม่เป็นอันกินอันนอน "
" อ้าว! ทำไมล่ะ "   เออ นี่เป็นความรุ้ใหม่ทีเดียวสำหรับฉัน
"
ตอนแกเกิดในปฏิทินเขาเขียนไว้ว่า  ชะตาไม่ดี เลี้ยงยาก  ไอ้ฉันเลยร้องไห้ซะเป็นวรรคเป็นเวร
พ่อแกเค้าหาว่าบ้า เฮ้อ! จริงไม่จริงคนเป็นแม่ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนน่ะแหละ ของมันอยู่ในท้องมาตั้งเก้าเดือน
ใครไม่รักไม่หวงก็บ้าแล้ว  ผู้ชายจะมารู้อะไร  เค้าไม่ได้มาอุ้มท้องแบบเรานี่ ๑
"
พูดถึงพ่อแล้วแม่อดค้อนลมค้อนแล้งไม่ได้  ก่อนจะพูดว่า...
"
พอออกจากโรงพยาบาลอยู่เดือนยังไม่ครบดี  ฉันก็รีบไปไหว้เจ้าเลย ย่าแกด่าซะไม่มีดี
เค้าห่วงกลัวเราไม่สบายได้  ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เลยเสียอกเสียใจยกใหญ่ พอไปไหว้เจ้า เสี่ยงเซียมซีก็พูดเหมือนกัน
เค้าว่า แกเลี้ยงยาก เพราะดวงมันมายังงั้น  แต่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เฮ้อ ! ไอ้ฉันน่ะ เลี้ยงแกมาชนิดไม่ยอมให้ใครอุ้มเลย
กลังพี่เอาไปทำแข้งขาหัก  ไปโรงเรียนก็จุดธูปทุกเช้าให้แคล้วคลาด
เวลาไปไหนๆ ก็ต้องบนพระทุกที่ให้แกไปดีมาดีกว่าจะโตมาได้ เฮ้อ !! ..
แม่ถอนหายใจอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดจบได้
ความเงียบกริบเกิดขึ้นพักใหญ่   นอกจากเสียงฝนและเสียงเครื่องปรับอากาศในรถแล้ว
มันเงียบจนฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลก
ที่ไม่ใช่บนถนนมีรถติดเป็นแพอย่างนี้...
.................................................
"
แกจะเอาฉันย้ายไปอยู่ไอ้เนิร์สซิ่งโฮมของแก  ฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก คนแก่แล้วมีที่นอน มีข้าวให้กินสามมื้อก็พอ
ห่วงก็แต่แกน่ะแหละ..   อีกไม่กี่ปีก็จะสามสิบห้าอยู่แล้ว   ต้องระวังตัวให้ดี อย่าลืมไปทำบุญไหว้พระซะนะ
จะได้อายุมั่นขวัญยืน   ถ้าฉันยังอยู่กะแกก็จะได้ไปจัดการให้   แต่ต่อไปแกต้องทำเองแล้ว
ค่ำมืดดึกดื่น เข้าบ้านออกบ้านต้องระวังหน่อย "    
 แม่พูดพร้อมกับที่ค่อยๆ เรียงกระดาษ
และรูปทั้งหมดลงไปในกล่องของแม่อย่างเดิม
"
ไอ้กล่องนี่ไม่ได้เปลี่ยนเลยนะ   ตั้งกะมีลูกคนแรก มีอะไร ฉันก็เรียงไปเรื่อยๆ หลายสิบปี
แต่มันยังกะคอมพิวเตอร์พวกแกเลยนะ   แถมแม่นไม่มีอะไรเท่า พวกแกซะอีกหลงๆ ลืมๆ "
..............................................................................................................................
ฉันไม่เคยรู้เลยว่า..
กล่องของแม่จะบันทึกชีวิตของครอบครัวเราไว้ได้มากขนาดนี้
มิน่าแม่จะจำวันสำคัญของพวกเราได้แม่นอย่างไม่น่าเชื่อ
ที่แท้แม่มีทีเด็ดตรงกล่องนี่เอง
เห็นแม่ลากออกมาดูบ่อยๆ แล้วเก็บไว้อย่างดีทุกที
ฉันคงนั่งนิ่งไปนาน ถ้าแม่ไม่พูดขึ้นว่า
"
แกก็อย่าไปคิดอะไรมากเลย
ฉันรู้ว่าพวกพี่ๆ เค้าเอาภาระมาใส่แกมากเกี่ยวกับตัวฉัน  แต่คนเดี๋ยวนี้ภาระแยะ ไหนจะส่งลูกไปโรงเรียน
ไหนจะเอาลูกไปสอบ ไปวิ่งเต้นเรื่องนั้นเรื่องนี้  ผัวมันยังต้องไปตีกอล์ฟอีก แม่พวกสะใภ้ก็ต้องวิ่งกลับไปดูพ่อแม่เค้า
อะไรๆ ฉันก็รู้ แต่ทำไงได้ล่ะ..  คนมันยังไม่ถึงคราวตาย มันก็ต้องอยู่ไปยังงี้แหละใช่ว่าอยากตายก็จะได้ตายซะที่ไหน
แก่แล้วลำบาก ไปไหนต้องอาศัยคนอื่นทำอะไรก็ต้องออกปาก ไหว้วานคนนั้นคนนี้  มันเหมือนต้องตากหน้าไปอ้อนวอนเค้า
ไอ้ที่เคยคล่องๆ ก็กลายมาเป็นภาระ  ความจริงไอ้ที่แกไม่มีผัว  ฉันก็ห่วงอยู่เหมือนกัน บางทีถ้าไม่มีภาระเรื่องแม่
แกอาจจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซักที "
.............................................
เงาดำในใจฉันเริ่มคลี่ขจายออกกลายเป็นเพียงหมอกบางๆ
ฉันแหงนหน้าไปดูท้องฟ้านอกรถ
ฝนเริ่มตกบางตา แสงสว่างสามารถส่องผ่านเมฆมาได้บ้าง...
"
แกอย่าห่วงฉันเลย ห่วงตัวเองดีกว่า  ไอ้ที่ฉันจะไปอยู่มันคงดี เพราะราคามันแพง
จะมีคนแก่ซักกี่คนที่ได้ไปอยู่ที่แพงๆ อย่างนั้นห่วงตัวเองเถอะ ถ้าเจอคนดีพอใช้ได้ก็อย่าเลือกมากมาย
รีบแต่งงาน รีบมีลูก แก่แล้วจะได้ไม่ลำบากดูอย่างชั้นซี อย่างน้อยถึงลูกไม่มีเวลาให้  ก็ยังมีคนส่งเงินมาให้ใช้
ถ้าไม่มีลูกจะยิ่งลำบากมากกว่านี้ "
ฉันไม่รุ้จะพูดอะไร  เงียบกันไปซักพักหนึ่ง
ฉันบอกแม่ว่า..
"
อิ๋วจะไปหาแม่บ่อยๆ "
"
อย่าพูดยังงั้นเลย เดี๋ยวนี้การจราจรมันสาหัสเหลือเกิน  เวลาก็ไม่ค่อยมี เรื่องต้องทำก็มีแยะไปหมด
เอาเป็นว่า ว่างก็มาแล้วกันแต่ถึงพวกแกไม่มา ฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอก  ชีวิตทั้งชีวิตของชั้นอยู่ในนี้หมดแล้ว
อยากเห็นหน้าลูกก็ดูเอาในนี้  อยากเห็นหน้าหลานก็ดูเอาในนี้  ไม่ต้องมานั่งคอยให้เสียเวลา
เปิดกล่องของแม่มาก็เห็นหน้าพวกแกได้ทันที "
แม่ขยับตัวเล็กน้อย เพื่อกอดกล่องให้กระชับขึ้น
..........................................................
รถบนถนนเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ  พร้อมกับฝนที่ขาดเม็ดอีกไม่กี่เมตรจะถึงสี่แยกแล้ว และมีป้ายให้กลับรถได้
ฉันพารถเบียดเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถ  แม้รถคันอื่นจะบีบแตรด่ากันขรม
แต่ฉันไม่สนใจ..
ฉันกำลังนึกถึงตัวเองตอนแก่
และมีกล่องอย่างแม่สักใบ
คงดีไม่น้อยที่จะได้อวดลูกๆ ของฉันถึง " กล่องของแม่ "...........
..................................................................................
4月1日

จากเพื่อน

 
                สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ผู้หญิงหรือผู้ชายคนนั้นหรอกนะ
              
                มันอยู่ที่ตัวแก ....   ตัวแกจะรู้ตัวเองว่าผู้ชายคนนั้น คิดกับแกแค่ไหน
 
                การเริ่มต้นในจุดที่เหมาะสม  .... ในเวลาที่เหมาะสม กับคนที่เหมาะสม จะทำให้แกดูดีและมีค่า
 
                และรู้สึกดีเมื่อมองย้อนกลับมานะ 
3月31日

วันทำบุญกระดูก

       30  มี.ค. 51  -  ทำบุญกระดูกยาย
 
         อีกวันหนึ่ง ที่ภาพยายยังชัดเจนในความทรงจำ
 
 
        คิดถึง(ยาย)เสมอ
      
3月29日

ความหมายเพียงบางสิ่ง...

เราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต ... แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า
  เพียงแค่มีบางสิ่ง ชีวิตก็มีความหมายแล้ว
 

 

  มนุษย์เกิดขึ้นมา ท่ามกลางความโดดเดี่ยว  พร้อมด้วยหัวใจคนละ 1 ดวง
    เมื่อมนุษย์ 2 คนมาพบกัน  เราจึงเรียนรู้ว่า 1 + 1 อาจจะยังคงเท่ากับ 1
    แต่เมื่อความโดดเดี่ยวนั้นหายไป ที่เล็กๆขนาดไม่ใหญ่โตไปกว่ากำปั้นที่ทำให้เรา
    อยู่รวมกันบนโลกใบนี้  อวัยวะที่สะกดด้วยอักษรง่ายๆ ใช้แทนคำว่า "รัก" ได้เป็นอย่างดี 
 
 
        ความรัก ...ที่ประทับใจ   ขอเก็บไว้ในใจแล้วอมยิ้มนะ
        ความรัก ...ที่ไม่ประทับใจ  ขอเก็บไว้เป็นประสบการณ์
        ความรัก ...ที่ทำเพื่อผู้อื่นเป็นความภูมิใจขอเก็บไว้เอง
        ความรัก ...ที่ทำเพื่อตัวเองนั่นไม่เรียกว่ารัก
        ความรัก ...ที่เจอในอดีต  ขอให้เป็นความทรงจำที่ดี
       
   ถ้าออกซิเจน ทำให้ชีวิต ดำรงอยู่ได้   ความรักก็ทำให้ชีวิตมีความหมายมากยิ่งขึ้น
 
   เคยมั้ย .. ที่จะมีคนแบบนี้ (ที่ไม่ใช่พ่อแม่ )
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่สามารถให้อภัยได้ทุกอย่าง
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่คอยอยู่ข้างๆ เวลาที่เสียใจ
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่จดจำความเป็นคุณได้ทุกอย่าง
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่ยอมเสียสิ่งที่รักเพื่อคุณ
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่เห็นคุณสำคัญกว่าเพื่อน
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่คุณอยู่ด้วยเฉยๆแล้วมีความสุข
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่มั่นใจในคำว่า "รัก" ของคุณ
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่ไม่อายเมื่อเดินข้างคุณ แม้คุณหน้าตาไม่ดีก็ตาม
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่ทนคุณได้ ไม่ว่าคุณจะว่าเค้าอย่างไรก็ตาม
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่รับได้ในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ว่าจะมีไครมาว่าร้ายคุณก็ตาม
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่เห็นความผิดของคุณเป็นเรื่องน่ารัก
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่คุณตื่นมาแล้วอยากเจอ
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่คุณคิดถึงเค้าแม้ว่าคุณจะไม่เหงาก็ตาม
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่คุณคิดถึงเป็นคนแรกเมื่อทุกข์ใจ
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่แคร์คุณมากมาย ไม่ว่าคุณจะทำร้ายเค้ายังงัย
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของคุณ
   เคยมั้ยที่จะมี ... คนที่ยังรักคุณแม้คุณไม่เห็นความสำคัญของเค้าเลย
  
 
   แล้วถ้าคุณมีเค้าคนนั้นอยู่จริง  ขอให้ถนอมเค้าไว้ให้ดี
   ความหมายของหัวใจ  เราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต
   แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า  เพียงแค่มีบางสิ่ง .... ชีวิตก็มีความหมายแล้ว
 
 
        
  
 
 
3月28日

โอกาส&ดอกกล้วยไม้

pic19895">

 

เค้าว่ากันว่า

ชีวิตคนเราก็คล้ายกับ  "ดอกกล้วยไม้"

ดอกที่บานก่อนก็มีโอกาสได้สัมผัส ....หยาดฝนที่ชุ่มชื่น...และความสวยงามของดวงตะวันก่อน

แต่ดอกที่บานทีหลังก็ใช่ว่า   จะไม่มีวันพบความงามนั้น

เพียงแต่โอกาสที่ดี   ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นความโชคดีตั้งแต่ถือกำเนิดที่จะนำทางให้ประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วและเส้นทางอาจจะราบรื่นกว่า

แต่กล้วยไม้ทุกดอกต้องบาน  ... ไม่วันใดก็วันหนึ่ง